15578391_1803825659890450_53237992208128

การบัพติศมาในน้ำ

พระคัมภีร์ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับใครบ้างที่สามารถให้บัพติสมาผู้อื่นได้ ? แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ได้มีข้อพระคัมภีร์ที่เฉพาะเจาะจง แต่เราก็มีแนวทางที่จะเข้าใจได้ว่า



ประการแรกเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าคนที่บัพติศมาผู้อื่นนั้นต้องเป็นผู้เชื่อ


ประการที่สอง ผู้นำคริสตจักรให้บัพติสมาในพันธสัญญาใหม่ สิ่งนี้ไม่ จำกัด เฉพาะผู้ปกครองหรือศิษยาภิบาล แต่รวมถึงมิชชันนารีอย่างเปาโล และผู้ร่วมงานของเขาที่ให้บัพติศมาระหว่างการเผยแพร่ข่าวประเสริฐ ฟิลิปผู้นำคริสตจักรก็ให้บัพติศมาชาวเอธิโอเปียตามหนังสือกิจการ 8: 36-39

ประการที่สาม พระมหาบัญชาของพระเยซูได้มอบหมายให้กับสาวกและคนที่เคยอยู่กับพระเยซูมาก่อน   ซึ่งคำสั่งของพระเยซูนั้นได้ให้เรา ออกไป สร้างสาวก ทุกชาติ และให้บัพติศมาพวกเขา… (มัทธิว 28:19) ในบริบทที่กว้างนี้ผู้เชื่อทุกคน  ที่นำบุคคลอื่นมาเชื่อในพระคริสต์สามารถบัพติสมาให้ผู้อื่นได้   

ประการที่สี่  จากพระคัมภีร์ ไม่มีข้อกำหนดอายุหรือเพศสำหรับผู้ที่สามารถให้บัพติศมาแก่ผู้อื่นได้ แม้ว่าจะไม่ใช่คริสตจักรท้องถิ่นทุกแห่งที่อนุญาตเรื่องนี้ แต่ผู้ที่อายุน้อยกว่าหรือผู้เชื่อหญิงก็สามารถให้บัพติศมาได้

ประการที่ห้า  คริสตจักรท้องถิ่นมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำให้แน่ใจว่าการให้บัพติศมาและรับบัพติศมาเป็นการถวายเกียรติพระเจ้า มากกว่าให้เกียรติมนุษย์  กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้คริสตจักรท้องถิ่นจะมีข้อกำหนดหรือรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือไปจากสิ่งที่คัมภีร์สอน ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องเข้าใจว่า ความศักดิ์สิทธิ์ ความบริสุทธิ์ ความหมายที่แท้จริงของพิธีนี้ ไม่ได้อยู่ที่คนให้บัพติศมา แต่อยู่ที่พระนามของพระเจ้า พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์

เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ที่พระคัมภีร์ไม่ได้เน้นถึงคุณสมบัติ หรือลักษณะของคนที่ให้บัพติสมาผู้อื่นมากนัก ยอห์น 4: 2 กล่าวว่า”ความจริงแล้วพระเยซูไม่ได้เป็นคนทำพิธีจุ่มน้ำเอง แต่พวกศิษย์ของพระองค์เป็นคนทำให้” (ฉบับแปลง่าย)  พระเยซูให้สาวกของพระองค์เป็นผู้ให้บัพติศมามากกว่าที่พระเยซูจะทำเอง เช่นเดียวกัน เราเห็นได้ชัดว่า  เปาโลไม่ได้ให้บัพติศมาคนอื่นมากนักเช่นกัน  

1 โครินธ์ 1: 14-16 “ขอบคุณพระเจ้าที่ผมไม่ได้ทำพิธีจุ่มน้ำให้กับพวกคุณคนไหนเลย นอกจากคริสปัสกับกายอัส จะได้ไม่มีใครพูดได้ว่าเขาเข้าพิธีจุ่มน้ำเพื่อเป็นของผม  ฮ๋อ นึกได้แล้ว ยังมีครอบครัวของสเทฟานัสด้วยที่ผมทำพิธีจุ่มน้ำให้ นอกจากนั้นผมก็จำไม่ได้แล้วว่าได้ทำให้ใครอีกบ้าง เพราะพระคริสต์ไม่ได้ส่งผมมาทำพิธีจุ่มน้ำ แต่ส่งผมมาประกาศข่าวดีไม่ใช่ด้วยชั้นเชิงแพรวแพราวเพราะเกรงว่ากางเขนของพระคริสต์จะหมดฤทธิ์เดชไป  (ฉบับแปลง่าย) "ดูเหมือนว่าเปาโลอนุญาตให้ผู้เชื่อคนอื่น ๆ ให้บัพติศมาผู้คนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรับใช้ของเขา การรับบัพติศมามีความสำคัญ แต่พระคัมภีร์กลับไม่ได้ระบุรายละเอียดเรื่องคนที่จะให้บัพติศมาผู้อื่นไว้มีผู้คนมากมายในพระคัมภีร์ ต่างมีส่วนร่วมในการให้บัพติศมาผู้อื่นในพันธสัญญาใหม่ 

ซึ่งสอดคล้องกับพระธรรมกิจการ 2:15 เป็นเวลาเก้าโมงเช้าที่เปโตรเทศนาและมีคนรับเชื่อพร้อมกับบัพติศมาในน้ำราวสามพันคน 

ถ้าเฉพาะสาวก 12 คน สามารถให้บัพติศมาผู้อื่นได้ สาวก 1 คนจะให้บัพติศมา 400 กว่าคน และถ้าใช้เวลาคนละ 5 นาที ต้องมี 33 ชั่วโมงจึงจะเสร็จ

ในอีกทางหนึ่งถ้าจำนวนผู้เชื่อที่อยู่ตอนที่พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์มีราว 500 คน (1โครินธ์ 15:6) เฉลี่ยแล้ว 1 คนให้บัพติศมา 6 คนเท่านั้นเอง และการให้บัพติศมาคนเหล่านั้นก็มีผลของพระวิญญาณมากมายทำให้ข่าวประเสริฐมาถึงเราทุกวันนี้

จากพระคัมภีร์เราพบว่าการบัพติศมาในน้ำนั้นทำทันทีเมื่อมีการกลับใจใหม่ กิจการ2:41,8:12,13,36,38,9:18,10:47,48,16:15,33,18:819;5,22:16 

ทั้งหมดนี้เป็นหลักการของพระเยซูและมาจากพระคัมภีร์ ซึ่งคริสตจักรปทุมธานีนำมาใช้เพื่อให้ผู้เชื่อทุกคนรับผิดชอบในการประกาศและบัพติศมาพ่อแม่พี่น้องของตนเอง รวมถึงคนอื่นๆถ้าจำเป็น เพราะอุปสรรคที่ผ่านมาเรามีขั้นตอนมากเกินไปสำหรับพวกเขา เราต้องรอคอยวันอาทิตย์ รอคอยการเรียนบทเรียนซึ่งต้องใช้เวลามาคริสตจักรติดต่อกันหลายเดือน  


ด้วยวิถีชีวิตของคนเราที่อยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา(มานานแล้ว) รายได้จากรัฐบาลไม่พอเพียง  ทุกคนปากกัดตีนถีบ ไม่สามารถไปร่วมการประชุมตามคริสตจักรเหมือนคนที่ฐานะดีกว่าหรือมีโอกาสไปได้มากกว่า  การลดขั้นตอน เหมือนลาซาด้า ช๊อปปี้ ทำให้การซื้อขายง่ายขึ้นแม้คนที่ไม่มีเวลาก็สามารถซื้อสินค้าได้ เช่นเดียวกัน ฤทธิ์เดชของพระเจ้ามีมากพอที่เราจะให้บัพติศมาที่ไหนก็ได้ เมื่อเขากลับใจใหม่อย่างแท้จริง

เรามีกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ความรอดและการรักษาโรคเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อผู้เชื่อหญิงคนหนึ่งได้ออกไปเยี่ยมญาติในหมู่บ้านของเพื่อนที่เธอรู้จัก และได้มีเพื่อนบ้านเป็นพ่อของเจ้าอาวาสวัดในหมู่บ้านเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากนอนอยู่ในบ้านที่ติดกัน เธอไปเยี่ยมและเห็นสภาพที่นอนที่เต็มไปด้วยเลือดที่ซึมในผ้าห่มสามสี่ผืนแล้วก็เกิดความสังเวชใจ เพราะการผ่าตัดต้องใช้เงินถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นในเวลานั้นและเจ้าอาวาสที่เป็นพระก็ไม่มีเงินมากขนาดนี้ ผู้เชื่อคนนี้ได้ถามคนป่วยว่า "เชื่อเรื่องเวรกรรมไหม" คนป่วยมองหน้าคนถามแล้วพยักหน้า จากนั้นคนป่วยได้เล่าให้ฟังว่าสมัยหนุ่มได้ข่มขืนหญิงสาวคนหนึ่งในทุ่งนาแล้วฆ่าหมกไว้ จนบัดนี้เวลาล่วงเลยมากกว่าจะมีคดีความได้แต่คดีของกรรมยังตามมาอยู่ คนป่วยบอกว่านี่คือผลกรรมที่ลุงได้ทำไว้ สภาพของลุงตอนนั้นมีถุงปัสสาวะอยู่ภายนอกและลุกเดินลุกนั่งเองไม่ได้ ผู้เชื่อได้อธิบายว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าที่มาเกิดมาเป็นมนุษย์และตายเพื่อชดใช้บาปกรรมเวรกรรมของลุงหมดแล้ว พระเยวูได้ฟื้นจากความตายด้วย พิสูจน์ว่าความตายทำอะไรพระองค์ไม่ได้ ถ้าวันนี้ลุงเชื่อสิ่งที่ฉันพูดลุงก็จะหายดี" ลุงตอบว่า "เชื่อหมด ถ้าช่วยได้ลุงเชื่อ" จากนั้นผู้หญิงคนนี้นำอธิษฐานและพรมน้ำให้ลุงทันทีในนามพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์ เธอพรมน้ำเพราะลุงลงน้ำไม่ได้ 

14 วันต่อมาผู้เชื่อคนนี้ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเพื่อนคนเดิมอีก ก็แวะไปดูลุงแต่ปรากฎว่าลุงไม่อยู่บนที่นอนแล้ว แต่เธอเห็นลุงเดินหอบหน่อไม้มากเยอะแยะแล้วเอามาให้เธอ พร้อมกับบอกว่า "ลุงหายแล้ว" 

เรื่องนี้เห็นชัดเจนว่าความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อม แต่อยู่ในความเชื่อ ซึ่งอยู่ในนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์  เท่านั้น แค่นั้น

ความรอด เป็นเรื่องของการยอมรับข่าวประเสริฐ ไม่ได้เกี่ยวกับความรู้ ดังนั้น เพื่อให้เรื่องการประกาศง่ายขึ้น สั้นขึ้น เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่เราควรทำคือลดขั้นตอนที่ไม่มีอยู่ในพระคัมภีร์ออกไป เหลือแต่สิ่งที่พระเยซูบอกไว้นั่นเป็นสิ่งสำคัญ 

คิดว่าพระเยซูไม่ได้รีบร้อนกลับสวรรค์จนกระทั่งลืมบอกส่วนสำคัญอื่นๆ แต่ข้อความที่บันทึกไว้นั้นเป็นสิ่งสำคัญจริงๆที่ต้องทำ และมันก็ง่าย พระเยซูเองตรัสหลังจากนั้นว่าพระองค์จะสนับสนุนงานของพระองค์เอง เพื่อจะยืนยันว่าพระองค์อยู่กับพวกเขา พวกที่สงสัยและดื้อดึง (มาระโก 16:14)

Contact