จงออกไป & สร้างสาวก

Nok Stories

ขณะที่พูดคุยกับพระเจ้า นกรู้ว่าพระเจ้าต้องการให้นกออกไปมากกว่านี้ บ่อยกว่านี้ และนกบอกพระเจ้าว่านกไม่มีความเชื่อ นกไม่ใช่คนมีความเชื่อ และพระเจ้าก็หนุนใจนกว่า นกไม่ต้องเชื่ออะไรมากมาย เชื่อว่า พระองค์ได้ครอบครัวหัวใจทุกคนแล้วแค่นกออกไปค้นหาวิธีของพระองค์ และแบบของพระองค์เท่านั้นเอง" และเป็นความจริงในพระวจนะของพระเจ้า พระเยซูได้ตรัสว่า "แอกของเรานั้นก็พอเหมาะ ภาระของเรานั้นก็เบา" มัทธิว11:30

IMG_4205.JPG

มาอยู่บ้านลุงกับป้า

บ้านที่ใช้เป็นที่ประชุม มีความสะดวกสบายเหมือนบ้านตากอากาศ บรรยากาศดี นอนหลับสบายทุกคืน เช้ามากินกาแฟอย่างเคยเพราะพกติดตัวมาด้วย ได้ทำขนมปังปิ้งไข่ดาวหมูแฮมให้ลุงกับป้ากินทุกวัน ลุงกับป้าชอบมาก จากนั้นป้าจะมี list ว่าจะไปบ้านไหนบ้างวันนี้ ก็ไปกับลุงกับป้า บ่ายกลับมาก็นอน ป้าก็ชอบมานวดให้ ทั้งๆที่เราก็ว่าเราอายุน้อยกว่า เราน่าจะนวดให้ป้ามากกว่า แต่เพราะอาชีพป้าก็คงคันมือ เราอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกินนัก เพราะลุงจะไปเอาอาหารที่วัดมาทุกเช้า แล้วเราก็เลือกกินที่ชอบ ที่ชอบเลย มีหลายเมนู ทั้งหวานคาวแต่ส่วนใหญ่เป็นแกงกะทิ ผัดเผ็ด อยู่ไปนานๆที่ว่าเราทานได้ทุกอย่างก็เริ่มเอียนเล็กน้อยเพราะกินซ้ำๆ 

แต่มีเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งแปลกมากคือเอ๊ะ ทำไมเรามีความสุขจัง คิดถึงบ้านนะ คิดถึงลูกชายนะ (ลูกชายเป็นหมาชื่อมีพร) แต่ไม่ได้อยากกลับ อยู่ไปเรื่อยๆเมื่อยก็ให้ป้านวด ชีวิตดี๊ดีเราคิดแบบนี้ แค่ปรับการทำงานไม่ได้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้นเอง 

IMG_9679.JPG

ชีวิตดี๊ดี

อยู่บ้านบ้านป้านานพอสมควรเหมือนจะ 2-3 เดือน แต่ก็ไปกลับบ้านบ้างไม่ได้อยู่ตลอด ช่วงนี้สามีก็แวะมาเยี่ยมเยียนบ้าง เพื่อนผู้รับใช้ที่เป็น WOI เหมือนกัน ผู้ฝึกอบรมเรา ก็แวะมาหาให้กำลังใจ คงนึกว่าเรามาลำบากอะไรทำนองนั้น 
ช่วงที่ทุกอย่างปกติดี อยู่ๆในใจก็คิดถึงครอบครัวหนึ่งที่คุณแอนนำรับความรอดที่สามีซื้อโลงศพมานั่นแหละ คิดว่าอยากไปอยู่บ้านนั้น เราเคยไปบ้านเขาแล้วบ่อยๆ แต่ทบทวนความรู้สึกนี้เกือบสัปดาห์ ว่าเราคิดเองหรือพระเจ้าให้ไป เพราะลูกา 10:7 บอกว่าอย่าเที่ยวไปเรือนโน้นเรือนนี้ ถ้าพบบ้านแห่งสันติสุขแล้ว แต่ในใจเรามันไม่โอเคเลย มันร้อนรนเหมือนไม่สบายใจเวลาอยู่บ้านลุงกับป้าโดยที่เรามีความสุขมากที่อยู่บ้านนี้ คืออย่างที่บอกชีวิตลงตัว ชีวิตดี๊ดี คือมีแอร์ มีห้องน้ำเดินมาห้าก้าวถึง มีน้ำอุ่น มีสบู่เหลวที่ชอบ มีอาหารการกินพร้อมเพรียง 
นอกจากผิดพระคัมภีร์แล้ว ผิดสูตรแล้ว ยังสับสนมากกับความรู้สึกนี้ แต่ก็บอกลุงกับป้าว่าต้องลองไปดู เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น ถ้ามันไม่ดียังไงจะมาอยู่กับลุงกับป้าอีกนะ 
ลุงกับป้าก็หัวเราะ คง งง เหมือนกัน สรุปว่าย้ายไปอยู่กับครอบครัวนั้นแบบงง โทรไปคุยกับเขาแล้ว เขาบอกมาเลยเตรียมที่นอนให้เรียบร้อย ดีใจ ตื่นเต้น คุณนกจะมาอยู่ด้วย ว่าไปคุณนกก็ตื่นเต้นด้วยแต่ดีใจหรือเปล่ายังไม่รู้ต้องไปดูเอาข้างหน้า

บ้านแจ่ม.JPG

โล่งเลย

โล่งเลย นี่หมายถึงใจนะ ที่มันไม่สบายใจ มันกระวนกระวายหายไปหมด สภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายหรือไม่ ไม่ได้ทำให้มีความสุขที่แท้จริง เพราะความสุขถูกนำจากภายในที่เราเรียกว่าสันติสุข 
คืนแรกที่มานอนหลับสบาย ตื่นมาทุกคนบอกเมื่อคืนร้อนกันแต่ทำไมคุณนกห่มผ้า เราบอกเราหนาว เช้านี้นกมีประชุมวีดีโอคอลกับกลุ่มที่ประชุมเกี่ยวกับการทำงานข้ามวัฒนธรรม ที่จังหวัดอุดร  จำได้ว่าประมาณ10 โมงเช้า ก็คุยอยู่ริมหน้าต่างที่เห็นในรูปนี้ ซึ่งจริงๆอยู่ด้านข้างของที่นอน ขณะที่กำลังจะจบการสนทนา มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เราเคยเห็นหน้าขึ้นมาบนบ้านเลย ซึ่งปกติแล้วใครไปใครมาจะอยู่ข้างล่าง แต่คนนี้ขึ้นมาและเดินเข้ามามองนก พอดีนกจบประชุมพอดีก็ทักทายสวัสดีแต่ในใจก็คิดว่า คืออะไร? ต้องทำยังไง? 
เจ้าของบ้านขึ้นมาพร้อมแนะนำว่าผู้หญิงคนนี้อยากเห็นคุณนกเพราะเคยได้ยินแต่ชื่อเท่านั้น การสนทนานี้ก็อยู่ปลายที่นอน ซึ่งพื้นที่เล็กมาก แต่ดูในวีดีโอด้านล่างได้ สิ่งที่เกินขึ้นก็คือเธอมาบ่นเรื่องโน่นนี่ให้ฟัง เจ้าของบ้านก็เป็นพยานให้รับเชื่อพระเยซูไม่ถึงห้านาทีเธอก็บอกว่าตกลงจะเชื่อพระเยซู แล้วเหตุการณ์นี่ไม่คาดคิดมาก่อน ดูในวีดีโอด้านล่างต่อได้เลยนะคะ
เป็นอันเข้าใจได้ว่า พระเจ้าให้เราย้ายบ้านแบบงง งง เพื่อแกะ 1 ตัวที่น่าสงสารมากคนนี้ ตอนนี้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป เลิกเหล้าได้ ลูกๆมีงานที่ดีทำกันหมดทั้งสามคน เธอมีความสุข หน้าตาสดใสไปไหนมาไหนหน้าตาเป็นพยานที่ดีมาก เพราะคนในหมู่บ้านไม่เคยเห็นหน้าตาของเธอสดชื่น สดใสแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

IMG_9893.JPG

คนไทยชอบเรื่องเล่า

ในการทำงานของเราพบว่าถ้าเราเปิดพระคัมภีร์ คนจะปิดการรับรู้ทันที รู้ได้ง่ายๆจากภาษากาย และการไม่มีคำถาม ไม่มีใครแทรกเวลาเราพูดหมายความว่าไม่มีใครมีส่วนร่วมกับเราเลย ฟัง แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมจะไม่เกิดความเข้าใจใดๆแน่นอน 

คนไทยชอบเล่าเรื่อง ขณะที่อยู่บ้านหลังใหม่นี้ใครไปใครมานอกจากเราจะคุยเรื่องสนุกสนานแล้วเราก็ยังฝึกผู้เชื่อให้เล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ได้ โดยเลือกเรื่องที่เขาชอบก่อน โดยให้พวกเขานำเรื่องที่เขาชอบนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟัง สำหรับหนุนใจ หรือสอนก็ได้ แล้วแต่โอกาส เป็นสิ่งที่ค้นพบว่าเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีใครพูดแทรกแต่ตั้งใจฟัง มากกว่าตอนที่เปิดพระคัมภีร์ รู้ได้จากภาษากายอีกเหมือนกัน และที่สำคัญถ้าลองให้ใครสักคนเล่า ก็จะเล่าได้เพราะเขาฟังอย่างสนใจ

พอถึงตรงนี้ก็เข้าใจได้ว่า พระคำเหมือนอาหารที่เราต้องปรุงรสให้เหมาะสมกับผู้ที่กิน คนไทยอาจไม่ค่อยชอบอะไรเลี่ยนๆ แต่ชอบมันๆหวานเค็มเปรี้ยวแบบลงตัว ถ้าเราจำเรื่องต่างๆจากพระะคัมภีร์ได้มากเท่าไร ยิ่งง่ายมากขึ้นกับการสนทนาใต้ต้นไม้ ในทุ่งนา หรือแม้แต่ในวงเหล้าการพูดคุยเรื่องฝ่ายวิญญาณจะไม่อยู่ในรูปแบบที่ดูออกชัดเจนอีกต่อไป  

คล้ายๆกับที่พระเยซูพูดคุยกับชาวบ้าน สอนผู้คน พระองค์ใช้เรื่องราวอุปมาอุปมัยแล้วก็เข้าสู่ความหมายของมัน ที่ทุกคนสนใจ และเข้าใจได้